100 ปี ดร.เทียม โชควัฒนา 100 ปรัชญาคุณธรรม -ตอนที่ 3

เรียนรู้จากพ่อแม่

เมื่อข้าพเจ้ากลับจากเมืองจีน ประเทศไทยมีโรงเรียนจีนสำหรับเด็กผู้ชายล้วน ชื่อโรงเรียนเผยอิง ตั้งอยู่ที่ถนนทรงวาด ติดกับศาลเจ้าเล่าปิงเถ้ากง คุณพ่อให้ข้าพเจ้าเข้าเรียนทันที นักเรียนเผยอิงเป็นลูกคนจีน นอกจากเรียนวิชา มีการเล่นกีฬา มีการเรียนศิลปะและร้องเพลง ข้าพเจ้าเรียนจนถึงอายุ 15 ปี เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ข้าพเจ้าจึงลาออกมาช่วยคุณพ่อทำงาน

ขณะที่ข้าพเจ้ามีอายุระหว่าง 12-13 ปี คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อกลับจากโรงเรียนตอน 4 โมงเย็น งานประจำที่บ้านที่ข้าพเจ้าต้องทำคือ ไปรับยาเส้นจากบริษัทจำหน่ายบุหรี่มาให้คุณแม่ที่บ้าน หลักจากนั้นก็ช่วยคุณแม่นั่งมวนบุหรี่ไปจนถึง 6 โมงเย็นจึงจะได้กินข้าว บางครั้งต้องทำไปจนถึงทุ่มสองทุ่ม

เมื่อเราไปรับค่าแรงจากบริษัทจำหน่ายบุหรี่ในตอนสิ้นปี ซึ่งเป็นเงินจำนวนประมาณ 300 บาท คุณแม่จะเอาเงินที่ได้ไปทำบุญ ช่วยบำรุงการกุศลตามวัดวาอาราม

ในตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกไม่เห็นด้วยกับคุณแม่ มีความคิดว่า เราต้องทนทำงานเหน็ดเหนื่อย นั่งมวนยาเส้นให้เป็นบุหรี่กันทั้งปี เมื่อได้เงินมาแทนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อแสวงหาความสุข คุณแม่กลับนำไปบริจาคเพื่อทำบุญ ข้าพเจ้าทักท้วงในเรื่องนี้ คุณแม่ก็ชี้แจงให้ฟังว่า
“การทำบุญ คือการสร้างสมกุศลเอาไว้ให้แก่ลูกหลานในวันข้างหน้า ลูกอย่าได้เสียดายเลย”

บุญกุศลของคุณแม่จะเป็นจริงหรือไม่เพียงใด ยากแก่การพิสูจน์ แต่ความสำเร็จของลูกๆ รวมทั้งความสุขของหลานๆ ในรุ่นหลังคงเป็นแบบอย่าง ขณะเดียวกันก็มีแง่คิดหนึ่งสะท้อนต่อเนื่องมา นั่นคือ การที่คุณแม่ยืนยันด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการเสียสละทำบุญ เป็นอิทธิพลต่อความคิดที่ดี ฝังแน่นอยู่ในความสำนึกของข้าพเจ้าเสมอมา

ในอีกด้านหนึ่ง คือการกล่อมเกลาให้นิสัยของข้าพเจ้าดีขึ้น จนกระทั่งค่อยๆ ตระหนักในความเป็นจริงที่ว่า คนเราเมื่อเจือจานผลประโยชน์ให้แก่คนอื่น ส่วนรวม อุปมาไปก็เหมือนกับคนปลูกต้นไม้ หากต้นไม้ออกลูกออกผลแต่เราเก็บผลนั้นไว้กินเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งปันแก่ผู้อื่น ใครไหนเล่าจะสามารถรู้ว่าผลไม้นั้นสุกงอมแล้วหอมหวานสักเพียงใด

ต้นไม้และผลไม้ของเราจะเป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ก็ต่อเมื่อให้ร่มเงาแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย ทั้งยังให้คนที่ยากไร้หิวโหยได้มีโอกาสเก็บผลอันสุกงอมซึ่งร่วงหล่นมากินเพื่อประทังชีวิต

ตอนที่ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 12 ปี กิจการค้าของครอบครัวเรายังเล็กมาก คุณพ่อมักจะพูดเสมอว่า “ธรรมดาของการค้าขายย่อมมีขึ้นมีลง ไม่แน่นอน การค้าอาจจะเฮงอยู่สองสามปี ตอนมีเงินก็ส่งเงินกลับไปซื้อที่นาและทรัพย์สินไว้ที่เมืองจีน เหมือนกับเป็นทุนเก็บไว้ แต่อีกสองปีต่อมา เมื่อการค้าขาดทุนก็จำเป็นต้องขายที่นาและทรัพย์สินเหล่านั้นมาใช้หนี้ วนเวียนกันอยู่เช่นนี้”

คุณพ่อยังพูดวา “เงินทองเป็นเรื่องที่ทำให้พ่อปวดหัวมากที่สุด บางทีพ่อเปิดบัญชีให้แก่ลูกค้า เมื่อถึงเวลาเก็บเงิน ปรากฏว่าลูกค้าไม่มีเงิน ทำให้พ่อขาดเงินจ่ายเจ้าหนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่พ่อต้องคิดมาก ทำให้นอนไม่หลับไปหลายคืน”

ในวัยเด็กเช่นนั้น ข้าพเจ้าแปลกใจและไม่เข้าใจว่า ทำไมเรื่องเงินทองจึงเป็นสิ่งที่ทำให้คุณพ่อถึงกับนอนไม่หลับ

คุณพ่อมีความรอบคอบระมัดระวังเรื่องเงินทองเสมอ เวลาที่มีลูกค้านำเงินมาชำระหนี้หรือเมื่อเก็บเงินหน้าร้านได้ คุณพ่อก็จะรีบนำไปเข้าธนาคารหรือไม่ก็จะเรียกเจ้าหนี้ให้มารับการชำระหนี้ทันที

โดยเฉพาะหากเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ เมื่อมีลูกค้าจากต่างจังหวัดนำเงินมาชำระบัญชี จะนำเข้าธนาคารทันทีไม่ได้เพราะธนาคารปิด คุณพ่อจะเกิดอาการไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงกับต้องนอนเฝ้าหน้าเซฟ เพราะเกรงว่าจะมีคนมาขโมย ถ้าเป็นเงินจำนวนมาก คุณพ่อแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องสั่งเด็กทั้งร้านไม่ให้นอนเพื่อเป็นเพื่อนคอยเฝ้าเงิน

ข้าพเจ้าถูกเรียกให้ไปนั่งเฝ้าเงินตลอดทั้งคืนอยู่เสมอ จนกว่าธนาคารจะเปิดในเช้าวันจันทร์ และนำเงินไปเข้าบัญชีเรียบร้อยนั่นแหละ คุณพ่อจึงจะสบายใจ

คำพูดที่คุณพ่อย้ำเตือนอยู่เสมอในขณะนั้นคือ “เป็นลูกผู้ชายจะต้องรักษาสัจจะวาจา หากไปรับปากกับใครเขาแล้วก็ต้องทำให้ได้ตามที่พูด หากเห็นว่าทำไม่ได้ก็อย่าไปรับปากเขาเป็นอันขาด”

ข้าพเจ้าจดจำคำพูดนี้ของคุณพ่อเสมอมา โดยเฉพาะลักษณะนิสัยและวิธีการดำเนินการค้า ความรับผิดชอบในคำพูด ได้กลายเป็นสิ่งที่ซึมซาบอยู่กับข้าพเจ้าเสมือนเป็นมรดกตกทอด เมื่อถึงกำหนดจะจ่ายเงินให้ใครแล้วไม่มีให้เขา ก็เกิดความวิตกกังวลใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือการที่มีเงินติดบ้านมากๆ จะเกิดความเป็นห่วง กระวนกระวายใจเช่นกัน

ข้าพเจ้ามีความรักและนับถือคุณพ่ออย่างลึกซึ้ง เห็นการต่อสู้กับงาน ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและญาติพี่น้องมาโดยตลอด เพราะไม่เคยไปอยู่ที่ไหนห่างไกลจากคุณพ่อเลย

การปฏิบัติตนของพ่อและแม่ จะหล่อหลอมเป็นอุปนิสัยของลูกหลานตลอดไป แม้กระทั่งทุกวันนี้ที่ธุรกิจของข้าพเจ้าและครอบครัวเติบใหญ่พัฒนาขยายเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าก็ยังมีความกังวลห่วงใยในเรื่องเครดิตและความรับผิดชอบ และด้วยความห่วงใยอันนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเป็นคนรอบคอบ คิดการต่างๆด้วยความละเอียดลออ และเป็นองค์ประกอบอันสำคัญทำให้กิจการที่ดำเนินอยู่ก้าวไปในทิศทางที่ดี

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณพ่อทั้งสิ้น

Leave a Reply